1. Skip to Menu
  2. Skip to Content
  3. Skip to Footer>

ห้องปลอดเชื้อของอาม่า

PDFPrint

ห้องปลอดเชื้อผู้ป่วยสูงอายุ

 

ปัจจุบันมีผู้ป่วยคนชราที่ไม่สามารถลุก เดิน ไปไหนมาไหนได้และมีปัญหาภูมิต้านทานต่ำ ติดเชื้อง่ายจำนวนมาก ผู้เขียนจึงได้รวบรวมประสบการณ์จากการทำห้องปลอดเชื้อตามโรงพยาบาลมาประยุกต์ให้สามารถใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่แพงและสามารถป้องกันเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้หลายๆ คนที่มีพ่อ แม่ แก่เฒ่า สามารถนำไปทำได้เองด้วยเงินที่ไม่สูง ซึ่งจะรวมถึงการทำผนัง ฝ้าให้ปลอดเชื้อและฆ่าเชื้อโรคได้ การปรับแอร์เก่าให้เป็นแอร์ฆ่าเชื้อและกำจัดกลิ่น(ปัสสาวะ อุจจาระ และกลิ่นยา) และการทำห้องอบผ้าปลอดเชื้อแบบประหยัด.........

ประมาณต้นปี พ.ศ.2554 อาม่าของผู้เขียนป่วยเนื่องจากโรคชรา(อายุ 95 ปี) โดยเริ่มต้นจากอาการถุงลมโป่งพองทำให้ปอดมีพื้นที่ใช้งานได้เหลือเพียงแค่20% รวมทั้งอาการโรคชราที่เกิดจากการตรากตรำงานหนักเพื่อเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียว ทำให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ไม่สัมพันธ์กัน เวลากินข้าวหรือน้ำบางครั้งจะสำลักเข้าปอด สุดท้ายเลยต้องไปเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และต้องทำการเจาะคอเพื่อช่วยการหายใจและเจาะหน้าท้องเพื่อให้อาหารทางสายยาง

ในระหว่างที่รักษาอาการป่วย(ประมาณ 2 เดือน) ปรากฏว่ามีการติดเชื้อหลายครั้ง แพทย์ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรักษาอาการจนอาจทำให้เชื้อดื้อยา แต่ในที่สุดโชคดีอาม่ารอดพ้นวิกฤตกลับมาพักฟื้นที่บ้านได้

ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมสถานที่เพื่อต้อนรับการกลับบ้านของอาม่าเพราะได้รับประสบการณ์ว่าอาม่าติดเชื้อง่ายมาก เลยได้การบ้านมาคิดและวางแผนหลายขั้นตอน โดยมีคำตอบที่ว่าจะต้องป้องกันไม่ให้อาม่าติดเชื้อโรคไม่ว่าจะแหล่งใดก็ตาม

คำถามคือเชื้อโรคมาจากไหนบ้าง จากอาหารและน้ำที่กินเข้าไป อากาศที่สุดดมเข้าไป จากการสัมผัสกับสิ่งต่างๆ(เย๊อะเลย) เช่น ผู้ดูแล เสื้อผ้า ผ้าห่ม หมอน เบาะรองนอน/นั่ง ภาชนะที่ใช้ต่างๆ หรือโครงสร้างห้อง เช่นผนัง ทางเดินผ่านต่างๆ แม้กระทั่งลูกบิดประตู เพราะผู้ดูแลจะต้องเดินเข้าออกเพื่อหยิบภาชนะ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ปลอดเชื้อแล้วเข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ ให้อาม่า เช่นดูดเสมหะ สวนปัสสาวะ อุจจาระ ให้อาหาร หรือเช็ดเนื้อเช็ดตัว ซึ่งเมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกันดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก(แต่ก็คงไม่ยุ่งยากเกินกว่าความยากลำบากที่อาม่าหรือผู้สูงอายุทุกคนเลี้ยงดูลูกหลานมา)

คำตอบก็แค่สั้นๆ ง่ายๆเท่านั้นเอง คือ "ก็ให้ทุกอย่างปลอดเชื้อเท่าที่จะทำได้ก็จบ" อ่านดูแล้วดูห้วนๆ สั้นๆแต่บางคนอาจจะคิดว่ายากใช่ไหมครับ จริง ๆ แล้วทุกอย่างไม่ยากอย่างที่คิดครับ ง่ายจริงๆ ครับ โดยเรามาช่วยกันวิเคราะห์กันทีละข้อแล้วจะรู้ว่าง่ายครับ เรามาเริ่มกันเลยครับ แต่อาจจะไม่เรียงลำดับครับ โดยผมจะเล่าการทำห้องปลอดเชื้อให้อาม่าให้อ่านเป็นตัวอย่างครับ

 

กำจัดสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกก่อน


ก่อนอื่นก็มาเริ่มที่ตัวห้องก่อน โดยผมต้องหาทางกำจัดสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่ในห้องเดิมที่คาดว่าจะเป็นแหล่งฟักตัวของเชื้อหรือฝุ่นออกไปให้หมด อะไรที่ไม่จำเป็นเอาออกให้หมด เช่นเบาะ โซฟาร์ เก้าอี้นวม ที่นอนฟูก เพราะจะเป็นเหมือนบ้านสำหรับเชื้อและฝุ่นต่างๆ มาอาศัยอย่างปลอดภัย และจะออกมาตอนที่เราลุกขึ้นหรือนั่งลง(Air Pump Effect) ส่วนตู้เสื้อผ้าไม่ควรมีในห้องนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งตู้ไม้อัดที่มีการอัดสารกันเชื้อราไว้ เช่น สารPhenol , Formaldehyde ซึ่งก็เป็นสารพิษเหมือนกันและจะค่อยระเหยออกมาช้าๆ กินเวลานานมากกว่าจะหมด และสุดท้ายก็เป็นเชื้อราได้เหมือนกันถ้าอากาศชื้น

การเก็บเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆ ถ้าสามารถแยกเก็บในห้องอื่นโดยเก็บในลิ้นชักหรือตู้พลาสติกหรือตู้เหล็กน่าจะปลอดภัยกว่าแต่ต้องเลือกที่มีคุณภาพหน่อย อุปกรณ์พลาสติกน่าจะเลือกพลาสติกเกรดA ไม่ใช้พวกพลาสติก Recycle เพราะพลาสติก Recycle จะมีกลิ่นไอสารระเหยออกมาตลอดเวลา อันตรายสำหรับผู้ป่วยครับ

 

ทำผนังและฝ้าเพดานให้ปลอดเชื้อ


Cleanroom in houseจากนั้นก็มาทำผนัง ฝ้าเพดานให้ปลอดเชื้อและยังช่วยฆ่าเชื้อในอากาศที่เป่ามาสัมผัสด้วย ซึ่งสามารถทำได้โดยการทาสีทับผนังหรือฝ้าด้วยสีผสมสารที่มีคุณสมบัติเป็นสารPhoto Catalyst ทั้งห้อง หรือ อาจจะทาทับด้วยแลคเกอร์ด้านผสมสารPhoto Catalyst กรณีที่เป็นเนื้อไม้หรือไวนิลลายไม้

สีที่ผสมสาร PC นี้จะมีคุณสมบัติไวต่อรังสีเหนือม่วง (Ultra Violet Ray) ซึ่งก็คือแสงอาทิตย์ แสงจากหลอดฟลูออเรสเซ้นท์ หรือจากหลอดฆ่าเชื้อ (UVGl) เมื่อสารนี้ถูกแสงส่องจะเกิดปฏิกิริยาปล่อยอีเล็คตรอนออกมาจากผิวสาร และทำปฏิกิริยาต่อเนื่อง (อีกหลายขั้นตอน,ถ้าอยากรู้รายละเอียดสามารถ email มาถามหรือเข้าไปดูที่ www.thaigreentech.comได้ครับ) ซึ่งจะสามารถทำลายเชื้อ กลิ่นไม่พึงประสงค์ (รวมทั้งกลิ่นที่พึงประสงค์ด้วยเช่นกลิ่นน้ำหอมด้วย)ให้สลายตัวได้

การทาสีสารพวกนี้จะทำให้พื้นที่ที่ทาทำหน้าที่เหมือนเครื่องฟอกอากาศขนาดใหญืที่จะคอยฆ่าเชื้อในอากาศที่มาสัมผัส อากาศในห้องจึงสะอาดได้ในระดับหนึ่งนอกเหนือจากการที่ผนังและฝ้าปลอดเชื้อด้วยตัวของมันเอง แต่ทั้งนี้ต้องคอยเช้ดฝุ่นอย่าให้ฝุ่นเกาะปิดผิวจนหนาเกินไป แสงจะส่องไม่ถึงทำให้สารPhoto Catalyst ไม่ทำงาน

คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งของสาร PC ก็คือสารนี้เป็นสารระดับ Nano ซึ่งจะสามารถแทรกซึมเข้าไปในเนื้อสีได้และเป็นสาร Hydrophilic ดังนั้นการทาสีที่ผสมสารนี้จะทำให้ผนังไม่เกาะฝุ่นและน้ำ เมื่อฝนตก น้ำฝนจะชะล้างทำความสะอาดพื้นผิวให้สะอาดได้เอง(ทำความสะอาดตัวเอง)

จากการทดลองในบ้านที่ถูกน้ำท่วมพบว่าการเคลือบผนังด้วยสาร PC ภายใต้แสง UV สามารถลดเชื้อลงได้ถึงกว่า 95%(วัดจริงได้ถึง 99.5%) โดยเมื่อเทียบกับตอนก่อนที่ไม่ได้ทา ท่านผู้อ่านสามารถดูผลวิเคราะห์เชื้อได้ที่นี่

สำหรับที่ห้องอาม่านั้น ผมได้ทาผนังและฝ้าด้วยสีผสมสาร PC แล้วพบว่าห้องที่ทาสี PC ไม่มีปัญหาเชื้อราเกิดขึ้นที่ชายล่างของผนัง ต่างจากห้องอื่นที่มีปัญหาเชื้อราขึ้นที่ชายล่างทุกห้อง (เฉพาะชั้นล่างเพราะช่างก่อสร้างน่าจะลักไก่ไม่ได้ใส่สารกันซึมที่เนื้อปูนทำให้ความชื้นจากพื้นดินซึมขึ้นมาตลอดเวลา)

อีกตัวอย่างสำหรับสีผสมสาร PC คือ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีฝนตกบ่อยและมีความชื้นค่อนข้างสูง อากาศจะเย็นสบายน่าอยู่มาก ทั้งกับคนและตะไคร่ หรือเชื้อรา โดยสังเกตุได้จากอาคารต่าง ๆ ในเขตนี้จะมีคราบตะไคร่เกาะอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อมีการใช้สีผสมสาร PC ทาทั้งโรงพยาบาลแล้วพบว่าหลังจากหลายปีผ่านไปด้านนอกอาคารจะยังคงขาวสะอาด แต่จะมีบางส่วนของอาคารที่อยู่ในที่อับแสงโดยบังเอิญ (ไม่มีแสงแดดส่องถึงและไม่ได้ติดหลอดไฟเพราะเป็นช่องที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน) จะเห็นแนวเชื้อราขึ้นตัดเป็นแนวเอียงตามแนวของแสงที่ส่องมาบางส่วนอย่างชัดเจน


ติดตั้งหลอดฆ่าเชื้อ Ultra Violet Germicidal lamp


Cleanroom in houseหลังจากนั้นเราก็มาติดตั้งหลอดฆ่าเชื้อ Ultra Violet Germicidal lamp เพิ่มที่ห้องอาม่า(เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อของผนัง ฝ้า PC เพื่อไว้เปิดฆ่าเชื้อในช่วงที่สามารถพาอาม่าออกมาชมวิวข้างนอกได้ต่างๆ (ตอนหลังยกเลิกไปเพราะไม่สามารถพาอาม่าออกมาข้างนอกได้เลย เพราะไม่สะดวกจากอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ติดตัวตลอดเวลา จึงไม่สามารถเปิดแสงUVGlได้ แต่แค่หลอดนีออนธรรมดาที่เปิดเกือบทั้งวันทั้งคืนก็สามารถกระตุ้นสาร PC ให้ควบคุมเชื้อได้อย่างเพียงพอแล้ว)โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องที่เก็บอุปกรณ์เครื่องใช้ปลอดเชื้อ(Sterile) ที่ล้างเสร็จแล้วของอาม่า โดยปกติหลอดUVGl ขนาด 40w จะมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อในรัศมีประมาณ 3.0 เมตร โดยรอบ(สำหรับบ้านที่ไม่มีห้องว่างก็อาจจะต้องกั้นซอกเล็กในห้องผู้ป่วย โดยปรับขนาดของหลอด UVGl ให้เล็กลงตามขนาดห้อง(ไม่ต้องมิดชิด แค่ให้บังแสงได้ก็พอแล้ว)

ถ้าจะให้ดีน่าจะติดชุดควบคุมการทำงานของหลอดUVGl ให้ทำงานสลับกับหลอดไฟแสงสว่างเพื่อกันการพลั้งเผลอเข้าไปตากแสงUVGlโดยไม่รู้ตัว และติดตั้งTimer Controller เพื่อควบคุมเวลาการทำงานของหลอดUVGl


อุปกรณ์ประกอบที่ติดตั้งในห้อง


เปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบห้องให้เป็นชนิดที่ทำความสะอาดง่าย ไม่เก็บฝุ่น เช่นผ้าม่าน ปลอกหมอน ผ้าปูเตียง ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้าที่สวมใส่ และทำให้สะอาดปลอดเชื้อ ซึ่งอาจจะต้องลงทุนนิดหน่อย โดยผ้าม่านที่ใช้ควรใช้เป็นผ้าม่านพลาสติก ไนลอน หรือถ้าจะให้ดีก็เป็นผ้า Anti-Static Lint-Free Cloth (ผ้าที่ใช้ทำชุดใส่ทำงานในห้องปลอดเชื้อ ซึ่งจะไม่เกาะฝุ่นและไม่เกิดประจุไฟฟ้าเกาะฝุ่นได้ง่าย) ราคาอาจจะแพงสักหน่อยแต่ซื้อเพียงครั้งเดียวน่าจะคุ้มค่าครับ

สำหรับปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้าต่างๆ ของผู้ป่วย(อาจจะรวมถึงของผู้ดูแลด้วยครับ เพราะสัมผัสกับผู้ป่วยตลอดเวลา) น่าจะเลือกผ้าที่แห้งไว ไม่อุ้มน้ำ และไม่เป็นขุย เพราะในผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดหรือภูมิแพ้จะแพ้ขุยผ้าหรือฝุ่นได้ง่าย

 

ห้องปลอดเชื้อของอาม่ายังมีต่อนะครับ