1. Skip to Menu
  2. Skip to Content
  3. Skip to Footer>

การปรับปรุงบ้านที่ถูกน้ำท่วมให้ปลอดเชื้อ

PDFPrint

 

น้ำท่วมใหญ่ในปลาย ปี 2554 ที่ผ่านมาทำให้มีการตื่นตัวด้านต่างๆมากมาย และได้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้น ทั้งที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่กับน้ำที่ยังท่วมขังอยู่ และในต่อมาก็จะเป็นการใช้ชีวิตหลังจากที่น้ำลดลงแล้ว

สิ่งที่น่าเป็นห่วงตอนนี้ที่ได้ไปพบมาในหลายๆ สถานที่ คือเชื้อราและสารพิษต่างๆที่หลงเหลือจากน้ำท่วม ซึ่งหลายๆ คนอาจจะคาดไม่ถึง แต่มันยังคงอยู่และจะค่อยๆ ปรากฏผลต่อเนื่องออกมาในอนาคต โดยในบทความนี้จะขอกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับเชื้อต่างๆ ที่สะสมอยู่ตามบริเวณที่น้ำท่วมเท่านั้น

น้ำที่ท่วมขังครั้งนี้จะมีสภาพไม่เหมือนกับน้ำท่วมจากน้ำหลากทั่วๆไป ที่เคยพบมาในอดีต เพราะถ้าเป็นน้ำหลาก กระแสน้ำจะมาเร็ว-ไปเร็ว ไม่เกิดการขังตกค้าง ปัญหาต่างๆจะน้อยมาก ยกเว้นความเสียหายจากกระแสน้ำแต่น้ำท่วมที่ขังเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่วมสูงจะสามารถชะนำเอาเศษสิ่งสกปรกมาตกค้างสะสมรวมกันได้ ซึ่งเมื่อตกค้างนานเข้าก็จะเกิดการเน่าเสียและเกิดเชื้อประเภทต่างๆมากมาย ทั้งเชื้อที่ละลายในน้ำซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อที่ไม่ต้องการอากาศ และเชื้อที่อยู่ในระดับผิวน้ำ และที่น่ากลัวที่สุดคือเชื้อที่อยู่เหนือผิวน้ำ

เชื้อส่วนที่ละลายอยู่ในน้ำเมื่อน้ำลดก็จะไหลไปตามน้ำและทิ้งคราบเกาะตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งในไม่ช้าก็จะตายไปเองจึงไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าใด ส่วนเชื้อที่อยู่ระดับผิวน้ำและที่อยู่เหนือผิวน้ำจะเป็นเชื้อที่เกิดจากการสะสมของเชื้อและความชื้นในอากาศในสภาพที่เหมาะสมจะเกิดการกระจายตัวของเชื้อราได้มากมายและรวดเร็วและจะกำจัดยากมาก เพราะเชื้อส่วนนี้จะแทรกซึมไปตามพื้นผิวต่างๆ ทั้งตามรอยแตกในเนื้อไม้หรือแม้แต่ท่อน้ำเลี้ยงของเนื้อไม้หรือตามรอยต่อของชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟอร์นิเจอร์บุนวมหรือฟองน้ำซึ่งจะมีสภาพเหมือน Air Pump ซึ่งจะเป่าฝุ่นและเชื้อที่สะสมอยู่ภายในฟองน้ำทุกครั้งที่มีการนั่งทับลงไปและจะดูดอากาศ ซึ่งอาจจะมีสารอาหารเช่นกลิ่นอาหารต่างๆ ที่ระเหยปนอยู่ในอากาศจากอาหารนำมากินในห้องนั้นๆ เข้าไปสะสมในฟองน้ำ เป็นอาหารเลี้ยงเชื้อเป็นสาเหตุให้คนที่อาศัยอยู่ในห้องป่วยจากโรคทางเดินหายใจต่างๆ ได้

เชื้ออีกส่วนหนึ่งจะไปสะสมอยู่ตามซอกมุมของบ้าน เช่นซอกใต้บันได ขอบวงกบประตูอลูมิเนียม(เย๊อะมากๆ) รวมทั้งจะมีบางส่วนที่ซีมลึกเข้าไปในผนัง ซึ่งถ้าเป็นผนังปูนไม่ว่าจะเป็นซีเมนท์บล๊อค หรืออิฐก่อ หรือผนังไม้ จะมีโพรงช่องว่างในอิฐบล๊อค รวมทั้งระหว่างเนื้อไม้ เชื้อต่างๆ อาจจะไปสะสมในโพรงเหล่านี้ รอเวลาที่จะออกมาอาละวาดในโอกาสที่ผนังเกิดรอยร้าวหรือรอยตะปูในภายหลัง

บริเวณเหนือฝ้าเพดาน ก็จะเป็นอีกบริเวณหนึ่งที่คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึงว่าจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อ เพราะในช่วงที่น้ำท่วม อากาศในบ้านที่ปิดสนิทจะชื้นมากและบริเวณบนฝ้าจะเกิดการระบายลมเข้าออก (Air Breathing) โดยในช่วงเวลากลางวันอากาศบนฝ้าจะร้อนทำให้อากาศขยายตัวระบายออกจากฝ้า พอตกกลางคืนอากาศจะเย็นลง เกิดการหดตัวและดูดเอาอากาศที่มีเชื้อเข้าไปสะสมไว้ ซึ่งหากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดระยะสั้นๆ ก็ไม่น่าจะมีผลมากนัก แต่หากเกิดขึ้นทุกวันต่อเนื่องกันนานๆเชื้อจะสะสมมากจนเป็นอันตรายได้ ถ้าฝ้าเกิดรั่วหรือรอยแตกร้าวในภายหลัง เพราะเชื้อที่สะสมในช่องฝ้าจะกระขายตัวลงมาในห้องได้

ผู้เขียนได้ทำการทดลองเก็บตัวอย่างเชื้อตามสถานที่ต่าง ๆ ในบ้านที่ถูกน้ำท่วมระดับ 20 ซม (ซึ่งไม่รุนแรงมากเท่าไร ) พบว่าตามบริเวณพื้นผิวต่าง ๆ ในบ้าน เช่นผนัง เสา ส่วนที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำท่วมถึง ยังมีเชื้อสะสมอยู่ถึง 2,100,000 cfu/unit ท่านผู้อ่านสามารถดูผลวิเคราะห์เชื้อได้ที่นี่

สำหรับบ้านที่ถูกน้ำท่วมเกินกว่า 1.0 เมตรขึ้นไปอย่างเช่นที่เมืองเอก รังสิต ที่ผู้เขียนไปทำการฆ่าเชื้อมาพบว่าปัญหาการแพร่เชื้อค่อนข้างรุนแรงมาก ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้หากไม่รีบแก้ไขแต่เนิ่น อาจจะทำให้คนที่อยู่อาศัยในบ้านดังกล่าวติดเชื้อป่วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้อาการของโรคภูมิแพ้รุนแรงขึ้นได้

ตอนต่อไปจะกล่าวถึงการดูแลบ้านหลังจากน้ำลด